พอเพียงดอทคอม: สัมภาษณ์พิเศษ พี่แจ๊ค ผู้ประสานงานเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน

สัมภาษณ์พิเศษ
พี่แจ๊ค นาวี นาควัชระ ผู้ประสานงานเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน จังหวัดบุรีรัมย์
หลังจากลงพื้นที่ได้วันที่สองของกลุ่มเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ ตกบ่ายหลังทานข้าวกันอิ่มหนำแล้ว พวกเราทั้งสามคนคือ บอย ต้น ปองปอง ก็มีโอกาสได้นั่งคุย สัมภาษณ์เรื่องราวของพี่แจ๊คที่บ้านของอาจารย์ไพโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็บอกได้เลยว่าเป็นชีวิตที่น่าทึ่ง และเสียสละต่อสังคมมากๆ เราก็เลยใช้เวลาสัมภาษณ์ยาวเกือบถึงหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว…ลองมาทำความรู้จัก”เขาคนนี้” ให้มากขึ้นดีกว่า
พี่แจ๊คเริ่มเข้ามาทำงานที่เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่
เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้านเป็นเครือข่ายที่ พี่กับอาจารย์ไพรัตน์แล้วก็สมาชิกเบื้องต้นสัก 10 คนช่วยกัน ตอนแรกเป็นแค่โครงการ ส่งเสริมกระบวนเรียนรู้เพื่อการพัฒนานวัตกรรมท้องถิ่น แต่เดิมโครงการพัตนาที่มันอยู่กับพื้นที่ เน้นการอบรม การประชุม เกี่ยวกับการเกษตร ซึ่งชาวบ้านส่วนมากเค้ามาบางทีมาประชุมเพราะอยากได้เบี้ยเลี้ยง มาประชุมให้หมดๆครึ่งวัน ซึ่งทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร พี่ก็พยายามหาแนวทางว่า ทำกิจกรรมที่ทำให้เค้าคิดเค้าแก้ปัญหาเค้ารู้ว่าเค้ามีปัญหาอะไร แล้วอีกอย่างก็คือทำให้กิจกรรมที่ทำมีประโยชน์กับชีวิตเค้าด้วย เริ่มแรกไม่ได้ตั้งชื่อเครือค่ายนวัตกรรมชาวบ้านเลย ทำได้ประมาณ 2-3 เดือน ก็เลยคิดว่าแนวทางนี้จากการทำกิจกรรมมา 3 เดือน แล้วก็ปลูกพืช เกษตรอินทรีย์ตอนช่วงหน้าแล้ง ปกติอีสานเนี่ยปลูกอะไรตอนหน้าแล้งไม่ได้ แต่ว่าเริ่มต้นด้วยการคิดใหม่ ไม่ใช่สารเคมี เลิกใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีน้ำก็ปลูกได้ จะปลูกพืชหน้าแล้งสำหรับอีสานต้องใช้ความรู้
ปัจจุบันพี่แจ๊คทำอะไรบ้าง
ที่เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้านก็พี่ทำหน้าที่ประสานงานเครือข่าย หน้าที่ก็ติดต่อองค์กรต่างๆภายนอกแล้วก็ระดมทุน แล้วก็ทำการประมวลผลข้อมูล ICT เป็นหลัก
ระดมทุนที่ไหนบ้างครับ
ปัจจุบันสำหรับ 1 ปี กับ 8 เดือนยังอยู่ช่วงเริ่มต้นอยู่มาก เราก็เน้นจากภายนอกมากกว่า จากหลายที่ เช่น world bank ไม่ใช่ world bank ตรงๆหรอก แต่มาทางเครือข่าย GKP (global knowledge network) แต่ว่า ไทยรูรอลเนต เป็นเลขา โดยการเขียนโครงการร่วมกัน จึงได้ทุนก้อนใหญ่ จากในประเทศก็ สสส ผ่านทาง YIY ส่วนหนึ่งแล้วผ่านทางโครงการการให้เพื่อสังคม
พี่แจ๊คมีประสบการณ์ในการดูงานต่างประเทศที่ไหนบ้าง
ก็ไปที่ญี่ปุ่น ทุนของ JICA ( japan international corporation agency )ของรัฐบาลญี่ปุ่นไปอยู่ เดือนครึ่ง ฝึกอบรมเรื่องการพัฒนา เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกร เรื่องเทคโนโลยี อุปกรณ์ แต่ที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือได้ เทคนิควิธีการจัดการองค์กร ถ้าเรื่องเทคโนโลยี เราไม่เหมือนเค้าอยู่แล้วเพราะว่ารัฐบาลเค้าสนับสนุน 50% และสิ่งแวดล้อมก็ต่างกันเยอะ
กลับมานำประโยชน์มาใช้ตรงไหนได้บ้าง
ใช้เรื่องเทคนิควิธีการในการจัดการสมาชิกเกษตรกรรม การใช้จัดการองค์กร ระบบบัญชี การวางแผนการผลิต ของเค้าจะเป็นเชิงอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกับการตลาด จะมีสหกรณ์การเกษตร เค้าจะไม่ให้เกษตรกรผลิตเหมือนกัน ให้ผลิตตามความถนัด ความเชี่ยวชาญ ปริมาณการผลิตจะมีการควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดการล้นตลาด และคงราคาในตลาดไว้
ชาวบ้านคิดนวัตกรรมขึ้นมาอย่างไร
เราเริ่มต้นจาก การที่เรามานั่งคุยกัน ดูว่าเขามีปัญหาอะไร ปลูกผักแล้วตายเกลี้ยงแล้ว คุยลึกลงไป จะดูว่าคนอื่นเป็นด้วยไหม ถ้าคนอื่นเป็นแล้วแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็ศึกษาสมาชิกด้วยกัน แบบนี้ถือว่าธรรมดา แต่ว่า ทุกคนเป็น หลายๆคนเป็น แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ต้องพยายามค้นหาความรู้ พยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆ เราก็ต้องรวบรวมวัตถุดิบ จากเดินทางศึกษาดูงาน ยกตัวอย่าง เรื่องศัตรูพืชนะ ปกติชาวบ้านใช้ยาฆ่าแมลง คนโน้นก็ใช้ คนนี้ก็ใช้ เค้าก็จะใช้แล้วก็จะดื้อยา ปวดหัวเวียนหัว จะเป็นลมจะตาย ยาฆ่าแมลงต้องใช้แรงขึ้นๆ เรื่อยๆ มีวิธีการทางธรรม ตั้งแต่ดูงาน ปรึกษานักวิชาการ ถ้าเราเชิญนักวิชาการมาได้ก็เชิญมา จากนั้นเราก็ต้องดูว่าวิชาการที่นำมานั้น ถูกต้องไหม ต้องลงทุนไหม เช่นลงทุนเป็นพัน ก็ไม่ไหว ไม่สนับสนุน เช่นเพลี้ย นักวิชาการบอกว่าเอาน้ำฉีดก็พอแล้ว ออกหมดแล้ว แต่ชาวบ้านไม่รู้ พอมาลองทำ เพลี้ยก็หมดไป บางทีปัญหาแก้ง่ายแต่ชาวบ้านไม่รู้ ในแปลงเค้ามีแมลงมากมายหลายชนิด พอเค้าได้เรียนรู้ว่าตัวไหนเป็นศัตรูพืช ตัวไหนเป็นแมลงที่ฆ่าแมลงศัตรูพืช เราก็คิดว่าจะทำยังไงให้แมลงที่กำจัดแมลงศัตรูพืชเพิ่มขึ้น มีคนบอกว่าปลูกดอกนี้ซิจะได้มีแมลงชนิดนี้เพิ่ม ก็จะลองดู ถ้าลองว่าใช้ได้ก็จะบอกชาวบ้านต่อไป จากเดิมพืชเสียหายจากแมลง 90% ก็ลดลงเหลือเสียหายเพียง 30% แต่ไม่ได้ใช้สารเคมีก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
มาอยู่ที่นี่ มีอุปสรรคปัญหาอะไรไหม
อุปสรรคแรกก็คือเรื่องการปรับตัวเราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้ นิสัย การกิน แต่อุปสรรคนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้พี่ก็อยู่ที่นี่มา 5 ปีแล้ว อุปสรรคอีกอย่าง เนื่องจากงานเราเป็นงานพัฒนาคนต้องพบปะกับคนหลายประเภทอาจจะมีปัญหากับคนบ้างแต่สำหรับพี่ก็ไม่มีปัญหาอะไร
พี่เรียนจบที่ไหน ตอนเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้างสมัยเรียน
พี่จบคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมที่ทำ ปกติพี่จะทำพาเหรดล้อการเมืองในงาน ฟุตบอลประเพณีจุฬา ธรรมศาสตร์ ที่ทำเพราะอยากทำกิจกรรม
ทำไมพี่เลือกที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคม
ช่วงปีสามขึ้นปีสี่ ช่วงปิดเทอมพี่ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ชอบอยู่หอ พอดีเพื่อนในห้อง ที่ชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว เค้าชวนมาทำแต่เค้าไม่ได้มาทำด้วยพอดีเค้าติดงาน พอดีพี่มาสัมภาษณ์กับพี่อุ๊ วายไอวาย นี่แหละ แล้วตอนนั้นมีโครงการที่จะไป ราชบุรี กับ บุรีรัมย์ ถามว่าใครจะไปราชบุรีบ้างคนยกพรึบ บุรีรัมย์เหลือ 2 คนนะ (พี่แจ๊กขำ) พอดีคนนั้นเป็นโปรแกรมจาก ราชมงคลที่คลอง 6 ชื่อเบิร์ด มากัน 3 คนกับพี่สุนิตย์ ตอนนั้นโทรศัพท์บ้านก็ไม่มีที่บ้านสนามชัย ตอนแรกเน้น ICT เพราะเราได้ทุนจาก world bank ด้าน ICT เพื่อการพัฒนา พี่สุนิตย์คิดไปถึงเรื่องเอไอ พี่สุนิตย์ตื่นเต้นมากที่จะได้มาคุยกะชาวบ้านเรื่องคุยเรื่องเอไอ (Artificial Intellegent ปัญญาประดิษฐ์) (พี่ว่ามันเวอร์ แต่พี่สุนิตย์ก็ยังคิดอยู่) มาอยู่ 3 วัน 2 คืน นอนคืนละ 1 ชม นั่งทำเว็บ ทำคอนเทนต์ 3 วันเสร็จแต่หน้าเว็บ เพราะเวลาส่วนใหญ่พี่สุนิตย์นั่งคุยกะชาวบ้าน ครั้งที่สองก็มาบุรีรีมย์อีกครั้งลงบุรีรัมย์พอโทรถามพี่สุนิตย์พี่สุนิตย์ก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันอะไรประมาณนี้ ไปอยู่บ้านสนามชัย 3 ปีทำเทรนนิ่งแล้วก็ระดมทุนเราเน้นด้าน ICT การใช้คอมพิวเตอร์ วีดีโอ ตัดต่อวีดีซี เน้นเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วก็มาทำนวัตกรรม ทำ 3 ปี 8 เดือน
ชาวบ้านผลตอบรับกับโครงการเครือข่ายนวัตกรรมอย่างไรบ้าง
โครงการนี้เราไม่ได้เปิดรับกระจายไปทั่วเพราะโครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง รับได้แค่ 40 คน แต่มีคนอยากเข้ามาเยอะ เพราะทำแล้วเห็นผลเช่นตอนหน้าแล้งคนอื่นต้องเข้าเมืองไปทำงาน แต่กลุ่มของเรานี่สวนเขียวชอุ่ม สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทั้งปี ทั้งบ่อปลาก็จับปลามากินได้แต่ที่เรารับแค่นี้เพราะว่าเราต้องการกลุ่มชาวบ้านที่อยากทำจริงๆ แล้วก็ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีก่อนเพราะการทำแบบนี้ชาวบ้านไม่ได้ทำกัน แล้วพี่วางแผนที่จะรับสมาชิกเพิ่มในปีหน้า
อยู่ที่นี่ความเป็นอยู่เป็นอย่างไรบ้าง
พักอยู่กับ อาจารย์ไพรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้บ้านแสงจันทร์ ชีวิตความเป็นอยู่ก็สบายนะ เครือข่ายประกอบด้วย 4 กลุ่ม1 ผลิตภัณฑ์บ้านแสงจันทร์ ค้นคว้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ 2 กลุ่มพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ 3 กลุ่มออมทรัพย์4 กลุ่มการค้าการตลาด
ตอนนี้วางแผนอนาคตอย่างไรบ้าง
แผนนี้ 3 ปีพิจารณาว่าได้ผลอย่างไรบ้างถ้าได้ผลดีก็จะพัฒนาออกไปไม่ใช่ทำแค่ 40 คน แล้วก็สามารถพัฒนากับคนทั่วไปได้ ถ้าใช้ไม่ได้ก็ผิดปกติแน่ๆ
ทำไมถึงต้องจำกัดที่ 40 คน ถ้าชาวบ้านอยากเข้ามาร่วมจะรับไหม
ไม่รับเพิ่มแต่เข้ามาเรียนรู้กับเราได้ตลอดเวลา 40 นี้ไม่ได้มีเอกสิทธิ์มากกว่าชาวบ้านทั่วไปแต่ 40 คนนี้เป็นชาวบ้านที่อยากทำจริงๆคือปลูกผักปลอดสารพิษ อยากเรียนรู้จริงๆ เพราะบางคนอยากเข้ามาเพื่อที่จะได้รับของฟรีแต่ไม่ได้ตั้งใจทำจริงๆ เช่นอยากให้ขุดบ่อฟรีแต่ไม่ได้ตั้งใจทำจริงๆ
สุดท้ายนี้ให้พี่ฝากถึงคนที่จะทำงานอาสาสมัคร
พี่ว่าการทำงานเพื่อสังคมตรงนี้เราสามารถเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องมาอยู่แบบพี่ แค่เราเป็นคนดี ช่วยเหลือคนอื่นได้ตามกำลัง อย่าเกินกำลัง ใช้ความรู้ความสามารถของตนเองที่เราถนัด พยายามศึกษาและเรียนรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นช่วยเค้าได้จริงๆ ไม่ใช่เค้าไม่ต้องการแล้วไปช่วยมันก็ไม่เกิดประโยชน์ ต้องทำสิ่งที่เกิดประโยชน์กับเค้ามากที่สุด
ความรู้ทุกด้าน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เหมือนอย่างพี่แจ๊ค หรือพวกเราชาวเวบมาสเตอร์อาสาเอง ก็นำความรู้เรื่อง ICT ทำประโยชน์เพื่อสังคมอีกแนวทางหนึ่ง จะช่วยด้วยแรงงาน หรือความรู้หรือ ก็ไม่สำคัญเท่ากับ “ใจ” ของเรา ที่ปรารถนาจะทำให้ชีวิตของใครอีกหลายๆ ดีขึ้น อย่างไม่หวังผลตอบแทน นี่แหละ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อาสาสมัคร”….
ปองปอง รายงานจากบ้านหนองปลาแดกจังหวัดบุรีรัมย์
